Socializta Post

Socializta Post is our official blog that brings to you the latest insights on influencer and content marketing in Thailand and from around the world. Subscribe today to get a weekly update straight to your inbox.
ทำไม Facebook ขอให้เลิกใช้คำว่า ‘Influencer’

ทำไม Facebook ขอให้เลิกใช้คำว่า ‘Influencer’

ในงาน Mumbrella Asia’s Travel Marketing Summit ที่ประเทศสิงคโปร์ นีล สจ๊วร์ต (Neil Stewart) หัวหน้าเอเยนซีภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของ Facebook ได้ออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมาถึงคนที่ถูกเรียกว่า Influencer บนโลกออนไลน์ว่าให้หยุดใช้คำนั้นกันเสียที จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าคนคนนั้นมีอิทธิพลต่อการทำบางสิ่งบางอย่าง หรือไม่ก็น่าจะหาคำอื่นที่เหมาะกว่าเช่น Z-list celebrities

“ผมขอร้องว่าเราควรหยุดใช้คำว่า Influencer เพราะมันเหมือนกับไปให้ท้ายคนเหล่านั้นว่าพวกเขามีอิทธิพลจูงใจคนอื่นจริงๆ”   นีลกล่าว

ในวงเสวนา นอกจากนีล สจ๊วร์ต ยังมีผู้ที่อยู่ในฐานะที่ขึ้นชื่อว่า Influencer ซึ่งมีจำนวนผู้ติดตามบน Instagram กว่า 22,000 คน อย่างมาร์ เพจเจส (Mar Pages) มาร่วมกันถกและแสดงความคิดเห็น โดยทั้งคู่ได้แสดงทัศนะกันอยากออกรส นีล ได้โยนคำถามเชิงท้าทายไปยังมาร์ ถ้าคิดว่าสามารถเรียกตัวเองได้เต็มปากว่า Influencer ก็ขอให้ยกมือขึ้น มาร์ตอบคำถามนี้อย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เธอบอกว่า ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้า เธอคือ Influencer คนหนึ่ง เพราะมีตัวเลขเป็นเครื่องพิสูจน์ มาร์ยังเล่าว่า มีหลายแบรนด์ที่พอใจแค่จำนวน Reach บน Instagram ขอแค่สร้าง Awareness ได้ก็พอใจแล้ว บางคนก็เพิ่มเงินบูสท์โพสต์เพื่อให้มีการเห็นมากขึ้นเท่านี้ก็ตอบโจทย์เจ้าของแบรนด์ได้ แต่มันมีอิทธิพลเหนือคนอื่นหรือไม่ อาจจะได้ในระดับนึง แต่คงทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านั้น

ว่ากันตามจริง หลายแบรนด์ยังคงยึดติดกับตัวเลข Reach อยู่ไม่น้อย และตะบี้ตะบันที่จะยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการบูสท์โพสต์หรือซื้อยอดวิว แต่ลืมนึกถึงเป้าหมายหลักของการทำการตลาดว่า ผลตอบแทนที่ได้กลับมามันคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน การทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ คือสามารถสร้างเอ็นเกจเม้นท์หรือการมีส่วนร่วมของคนดูหรือผู้ติดตามให้เกิดขึ้นในวงกว้าง การที่คนเห็นแล้วนำไปพูดต่อหรือเกิดการแชร์นั่นต่างหากคือการวัดผลของแคมเปญที่แท้จริง จนแปรเปลี่ยนมาเป็นยอดขายให้กับแบรนด์นั้นๆ ในขั้นถัดไป

ทัศนะของนีล ต่อคนที่เรียกตัวเองว่า Influencer นั้น เป็นอีกเรื่องที่น่าคิดตาม เพราะในปัจจุบันการทำให้เพจของตัวเองมีเพื่อนหรือผู้ติดตามจำนวนเยอะๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงจ่ายเงินซื้อก็สามารถสร้างตัวเลขตามที่ต้องการขึ้นมาได้ โดยในปี 2016 ข้อมูลจาก eMarketer รายงานว่า นักการตลาดลงเงินไปกับการทำ Influencer Marketing บน Instagram ถึง 570  ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเงินเหล่านี้ไปจมกับ Influencer จอมปลอมเท่าไหร่ ซึ่งแบรนด์ส่วนใหญ่ตัดสินใจจ้างงานเพียงเมื่อมองเห็นผู้ติดตามที่มีจำนวนมากเข้าว่า แต่การจะหาคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดและทำให้คนเกิดความรู้สึกร่วมได้จริงๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

ที่ Socializta เราใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อดูทั้งเพอร์ฟอร์แมนซ์และตรวจสอบลึกถึงผู้ชมของครีเอเตอร์นั้นๆ เราลงลึกถึงยอดวิว ยอดการเติบโตของผู้ติดตาม ยอดเอ็นเกจเม้นท์ในช่วง 30 วัน 90 วัน 1 ปีหรือย้อนไปไกลถึงระยะ 8 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกว่าครีเอเตอร์คนไหนมีศักยภาพและมีอิทธิพลต่อคนดูอย่างแท้จริง จึงเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่ลูกค้าทั้งแบรนด์ซุปไก่สกัด, dtac, รองเท้ากีโต้ ฯลฯ ให้ความไว้วางใจร่วมงานกับเราและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แคมเปญประสบผลสำเร็จ

จริงอย่างนีลว่าการจะเรียกใครสักคนว่า Influencer นั้น อาจจะต้องมองให้ลึกกว่าเดิมว่าเขาคนนั้นมีอิทธิพลมากพอที่จะจูงใจคนอื่นได้หรือไม่

“…ผมว่ามี Influencer เยอะทีเดียวที่อยู่ในข่ายที่ไม่สามารถชักจูงใครได้ หลายคนที่เป็น ‘Influencer’ ซึ่งมีเพื่อน มีคนติดตาม มีคนอ่านบล็อกหรือดูคอนเทนท์ที่พวกเขาทำ แต่จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าคนเหล่านั้นมีอิทธิพลจริงๆ เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนะคติหรือการกระทำ เอาจริงๆ ผมว่าเราแทบจะฟ้องร้องคนพวกนี้ได้เลยนะ ที่เอาคำนี้มาใช้ในทางที่ผิด” นีลอธิบาย

การได้มาซึ่งยอดวิว ยอดไลค์ที่ไม่มาจากความรักความชอบของผู้ติดตามจริง หรือไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจให้เกิดขึ้นได้ ไม่ก่อผลดีใดๆ ต่อการลงทุนที่อาจต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หากคุณเคยเป็นหัวหน้าทีมการตลาดและเคยพลาดสูญงบไปกับแคมเปญที่ทำแล้วไม่เกิด อาจถึงเวลาที่ต้องมานั่งขบคิดถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าเป็นเพราะอะไร

Facebooktwittergoogle_pluslinkedinmailFacebooktwittergoogle_pluslinkedinmail
Comments are closed.